ประวัติวัดปันเสา

ตั้งอยู่ด้านทิศเหนือของวัดแสนตาห้อย (ด้านหลังคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่) เป็นวัดสำคัญอีกแห่งหนึ่งในสมัยราชวงศ์มังราย มีร่องรอยโบราณคดีที่เห็นได้จากภายนอก คือเจดีย์ทรงกลมแบบเชียงใหม่ ที่ได้รับอิทธิพลจากสุโขทัย ประกอบด้วยฐานเป็นหน้ากระดานสี่เหลี่ยมประมาณ สามชั้น รองรับด้วยฐานบัวย่อเก็จลูกแก้ว ถัดขึ้นไปเป็นหน้ากระดานกลมประมาณ ๓ ชั้น รองรับมาลัยเถาที่เป็นแบบบัวคว่ำหน้ากระดาน ๓ ชั้นแบบสุโขทัยองค์ระฆังใหญ่ที่บังลังก์เป็นสี่เหลี่ยมยอกเป็นปล้องไฉนแบบสุโขทัย 
               เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๘ ฝ่ายวิชาการ สำนักงานโบราณคดีแลพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ ๖ เชียงใหม่ กรมศิลปากร ได้ขุดค้นทางโบราณคดี เบื้องต้นพบว่าเจดีย์วัดนี้มีการสร้างซ้อนกัน ๒ ชุด เจดีย์องค์เดิมที่อยู่ด้านในมีสัณฐานประกอบด้วยฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัสย่อเก็จ และถัดขึ้นไปเป็นฐานเขียงแปดเหลี่ยมย่อเด็จและฐานบัวคว่ำบัวหงายแปดเหลี่ยม ตามลำดับ ลักษณะด้านแปลนส่วนล่างคล้ายเจดีย์อิทธิพลพุกาม ส่วนลักษณะแปดเลี่ยมอิทธิพลหริภุญชัย ส่วนที่เป็นย่อเก็จหายไป มีพัฒนาการเป็นรูปแบบทรงแปดเหลี่ยม อิทธิพลทราวดี (เช่น เจดีย์แปดเหลี่ยมเวียงท่ากานและที่วัดกุมกามที่ปรามเวียงกุมกาม) 
               ส่วนเจดีย์ที่สร้างครองภายหลัง สัณฐานล่างสุดเป็นเขียงสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาด ๑๐?๑๐ เมตร ถัดขึ้นไปเป็นฐานบัวย่อเก็จ หน้ากระดานฐานเขียงทรงกลมซ้อนเหลื่อมกันขึ้นไป ๓ ชั้น และชั้นมาลัยเถาแบบดั้งเดิมพื้นเมืองเชียงใหม่ คือฐานบัวคว่ำบัวหงาย มีเส้นลูกแก้วคาด ๒ เส้นแบบฐานบัวผสม ซ้อนเหลื่อมกันขึ้นไปสามชั้น ถัดขึ้นไปเป็นองค์ระฆังและบัลลังก์สัณฐานบัวสี่เหลี่ยมจัตุรัส คอฐาน ยอด ปล้องไฉน ส่วนเครื่องยอดชำรุดหลุดหายไป 
               ลักษณะเจดีย์ที่สร้างครอบ เน้นองค์ระฆังขนาดใหญ่ มีรูปทรงแบบทั้งเป็นทรงกระบอกและมีปลายผายออก เช่นเจดีย์กลมวัดพระสิงห์ วัดสวนดอก และวัดอุโมงค์ ล้วนเป็นกลุ่มเจดีย์ที่มีพัฒนาการอยู่ในระยะแรกของล้านนา
๑. ยังไม่นิยมการสร้างเจดีย์รูปแบบที่เน้นความสำคัญของเรือนธาตุและซุ้มพระ 
      ๒. อยู่ในช่วงเวลาที่รับเอารูปแบบของเจดีย์ทรงแปดเหลี่ยมแล้วมาพัฒนาเป็นเจดีย์ทรงกลมแบบเชียงใหม่
นักโบราณคดีจึงประมาณว่าระยะเวลาที่ก่อสร้างเจดีย์ทั้งสององค์ที่ซ้อนกันทับกันในวัดนี้ ควรอยู่ในระยะแรกของราชวงศ์มังราย ประมาณรัชกาลพญาผายู (พ.ศ. ๑๘๗๙ – ๑๘๙๘) และพญากือนา (พ.ศ. ๑๘๙๘ – ๑๙๒๘) หรือหลังจากนั้นไม่นานนัก
               ชื่อของวัดแห่งนี้ยังมีปัญหา (๑) ชื่อ พันเส่า มาจากข้อสัณนิษฐานว่า “พัน” คือจำนวน ๑ พัน “เส่า” หมายถึง เตาหลอมที่ใช้หล่อพระพุทธรูปซึ่งเชื่อกันว่าวัดนี้เป็นสถานที่หล่อ “พระเจ้าเก้าตื้อ” เมื่อ พ.ศ. ๒๐๔๘ ชื่อวัดว่าพันเส่า จึงหมายถึง เตาหลอมจำนวนนับพัน ภาษาเขียน “พ” ภาษาอ่านจึงออกเสียง “ป” จึงเป็น “ปันเส่า” อย่างไรก็ตาม ต้องหาหลักฐานทางโบราณคดี เช่นหากเป็นที่หล่อพระพุทธรูปบริเวณวัดแห่งนี้ คงต้องมีเศษโลหะ หรือ “ขี้ตอง” ทับถมอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งจากการขุดสำรวจทางโบรณคดีโดยห้างหุ้นส่วนจำกัดเฌอกรีน ช่วงปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๒ – ต้นปี พ.ศ. ๒๕๕๓ ยังไม่พบร่องรอยเศษโลหะหรือ “ขี้ตอง” แต่พบเครื่องปั้นดินเผารูปทรงสมบูรณ์มากกว่าเดิม พบร่องรอยแนวกำแพงแก้ว พบร่องรอยอาคารและแนวทางลำ
เหมืองเดิม
         
 เมื่อดูจากรายชื่อวัดเวียงชั้นนอก ๕๑ วัดของเชียงใหม่ สำรวจ พ.ศ. ๒๔๕๐ ก็ไม่พบชื่อ    “วัดปันเส่า” กลับมีชื่อวัดที่ออกเสียง “ปัน” และ  “พัน” หลายวัด เช่น วัดปันงอม วัดปันงาม วัดปันไค้ วัดนางปัน วัดพันช่าง วัดพันองค์ วัดพันอูนใต้ วัดพันตาแสง วัดพันแจ่ม วัดพันหนอง ฯลฯแต่พบว่ามีชื่อที่สะท้อนว่าเป็นสถานที่หล่อพระพุทธรูปชัดเจนคือ “วัดพระตองแสนเตา” (ไม่ทราบที่ตั้ง) แต่เรียงลำดับชื่ออยู่ระหว่าง “แสนตาหน้อย” กับ “วัดพระเจ้าแค่งคม” ซึ่งหมายถึงวัดป่าตาล ที่ประดิษฐานพระเจ้าแค่งคม แสดงว่าเป็นวัดที่อยู่ในพื้นที่ไม่ไกลกันนัก หากวัดนี้มีชื่อเสียงในการหล่อพระพุทธรูปจริง วัดนี้อาจชื่อว่า “วัดพระตองแสนเตา” ก็เป็นได้
               (๒) ชื่อว่า “พันเสา” ในความหมายว่า วัดที่มีวิหารขนาดใหญ่มีเสานับพัน ซึ่งจากการขุดหลุมขุดค้นทางโบราณคดี เมื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๕๒ พบว่าวิหารของวัดแห่งนี้มีขนาดใหญ่ประมาณเท่าวิหารหลวงวัดพระสิงห์ แต่เสาวิหารคงไม่มากถึง “พันเสา”
               (๓) อาจเป็น “พันเลา” ในความหมายไม่ไผ่เป็น “เลา” จำนวนนับพัน เพราะที่เวียงกุมกาม ก็พบร่องรอยวัดชื่อ “พันเลา” สำนักงานมาลาเรียเขต ๒ เคยเช่าพื้นที่วัด และกลายเป็นที่ราชพัสดุ พื้นที่ของเทศบาลนครเชียงใหม่บางส่วน
               ส่วนชื่อวัดในปัจจุบันที่ปรากฏในหนังสือราชการ เช่น โฉนดที่ดิน และเอกสารของ ฝ่ายวิชาการ สำนักงานโบราณคดีแลพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติที่ ๖ เชียงใหม่ กรมศิลปากร ปรากฏว่าเป็นชื่อวัด “ปันเสา” (จากหนังสือ แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์ สองข้างถนนสุเทพ เขียนโดย รศ. สมโชติ อ๋องสกุล)
ต่อมาเมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ ทางศูนย์มาลาเรีย เขต ๒ เชียงใหม่ ได้บอกคืนพื้นที่ของวัดให้กับสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดเชียงใหม่ ทางคณะสงฆ์จึงได้มอบหมายให้พระเทพวรสิทธาจารย์ รองเจ้าคณะจังหวัดเชียงใหม่ เจ้าอาวาสวัดพระธาตุดอยสุเทพฯ ประธานมูลนิธิพระบรมธาตุดอยสุเทพ ฟื้นฟูให้เป็นวัดที่ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมอบหมายให้พระมหาอาวรณ์  ภูริปญฺโญ เป็นผู้ดำเนินการ ซึ่งริเริ่มจัดตั้งเป็นศูนย์ปฏิบัติธรรมวัดปันเสา โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อที่จะสร้างเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมสำหรับศรัทธาประชาชนโดยทั่วไป และสร้างเป็นสถานที่สำหรับรองรับพระสงฆ์ที่เดินทางมาจากต่างจังหวัดเพื่อมารับการรักษาพยาบาลที่ตึกสงฆ์ของโรงพยาบาลมหาราชนครเชียงใหม่ แต่ไม่มีที่พักก็จะใช้สถานที่แห่งนี้เป็นที่พักชั่วคราว และจะสร้างถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว


ประวัติพุทธปาฏิหาริย์พระพัฒนนพบุรีศรีล้านนาประชานาถ  (พระเจ้าแสงคำเมือง)
พระเจ้าแสงคำเมือง  เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นเพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และพระบรมวงศานุวงศ์ โดยท่านพระมหาอาวรณ์  ภูริปญฺโญ  รวมทั้งศรัทธาประชาชนทุกหมู่เหล่า  ตั้งสัจจอธิษฐานว่า  “ให้บุญกุศล ใน การสร้างองค์พระในครั้งนี้ จงดลบันดาลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวของปวงชน ชาวไทย  ได้ทรงหายจากพระอาการประชวร”
หลังจากสร้างองค์พระเสร็จเรียบร้อยก็ได้มีพิธีอัญเชิญพระเจ้าแสงคำเมือง เข้าเมืองเชียงใหม่ทางประตูช้างเผือก  ซึ่งถือว่าเป็นประตูเดชเมือง ชาวนครพิงค์ล้านนา  เชียงใหม่  มีความเชื่อว่า  ประตูช้างเผือกเป็นประตูมงคล  หากใครได้ผ่านเข้ามาทาง ประตูนี้จะมีฤทธิ์เดช  จะได้พละกำลัง  และจะชนะทุกสิ่งทุกอย่าง  พร้อมทั้งจะได้ทุก อย่างตามปรารถนา
ในงานแห่พระเจ้าแสงคำเมือง  มีศรัทธาประชาชนหลายคนได้ตั้งสัจจะ อธิษฐานให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระพลานามัยแข็งแรง  และหายจาก พระอาการประชวร  และอธิษฐานให้กับตัวเอง  มีหลายคนที่ สุขภาพไม่แข็งแรง  ตั้งใจมาดูพิธีแห่พระประธานที่บริเวณข่วงประตูช้างเผือก และก็คิดว่าคงไม่สามารถ ที่ จะเดินร่วมขบวนได้แล้วเพราะสุขภาพไม่แข็งแรง  แต่พอขบวนพระเจ้าแสงคำเมือง เคลื่อน ปีติของญาติธรรมหลายท่านเกิดทำ ให้สามารถเดินเหินได้อย่างสะดวกคล่อง แคล่ว  และบางคนถึงกับร่ายรำตามขบวน พระเจ้าแสงคำเมือง อย่างไม่รู้จักเหน็ด เหนื่อยแต่ประการใด
ด้วยปาฏิหาริย์อันเป็นมงคลนี้  ประชาชนหลายคนได้พากันมากราบไหว้ พระเจ้าแสงคำเมือง  ที่ศูนย์ปฏิบัติธรรมวัดปันเสา  เพื่อขอบารมีของท่านดลบันดาล ให้หายจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ  ก็ทุเลาเบาบางลงไปอย่างเห็นได้ชัดเจน บางคนมี อาการหายเป็นปกติได้อย่างรวดเร็ว  ทั้งหมดนี้ทุกคนเชื่อว่าเป็น พุทธปาฏิหาริย์ของ พระเจ้าแสงคำเมือง  อาตมาภาพคิดว่าพระเจ้าแสงคำเมืองจะประทานพรอันประเสริฐ ให้กับทุกคนที่มาขอพรจากท่านตลอดไป

 


จำนวนผู้เข้ามาเยี่ยมชมทั้งหมด ครั้ง

ศูนย์ปฏิบัติธรรมวัดปันเสา (พันเส่า) ภายในศูนย์มาลาเรีย เขต 2 เชียงใหม่ ถนนบุญเรืองฤทธิ์ ตำบลสุเทพ